รู้จักกับ TypeScript – ประวัติของภาษาที่เติมไทป์ให้กับ JavaScript

ts1

ในบทความนี้จะเล่าถึงที่มาที่ไปของ TypeScript อย่างเดียวนะ ส่วนเรื่องสอนว่าใช้งานยังไงได้บ้าง จะเขียนอีกทีในบล็อกต่อๆ ไป

สำหรับภาษาโปรแกรมทุกวันนี้ ถ้าแบ่งคร่าวๆ ด้วยชนิดของตัวแปร เราจะแบ่งได้ 2 อย่าง คือ Static Type: ต้องกำหนดชนิดตัวแปร เช่น int, string ตั้งแต่สร้างตัวแปร และ Dynamic Type ตัวแปรประเภทนี้ไม่ต้องบอกว่าเก็บค่าชนิดไหน เปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ

สำหรับภาษาแบบ Dynamic Type ที่ไม่ต้องกำหนดชนิดตัวแปรให้แน่นอน จะเซ็ตค่าเป็นอะไรก็ได้นั้นอาจจะทำให้เขียนง่าย แถมบางภาษาเช่น Python ไม่ต้องประกาศตัวแปรก่อนใช้ด้วยซ้ำ อยากใช้ก็ใช้เลย

Static Type

int x;
x = 10;
x = "str"; //Type Error!

Dynamic Type

x = 10
x = "str" #Ok!

แต่สำหรับระยะยาวและโปรเจคขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนสูงมากๆ การที่ไม่ต้องประกาศ/กำหนดชนิดตัวแปรทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ยิ่งถ้าต้องทำงานเป็นทีมร่วมกันแล้ว ถ้าเราไม่รู้ว่าตัวแปรตัวนี้เป็นชนิดอะไร จะทำให้เสียเวลาไล่โค้ดนานมาก

ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้

def sum_product_price(data):
  total = 0
  for product in data['products']:
    total += product.price
  return total

จะเห็นว่าการที่ตัวแปรสร้างเป็นไทป์อะไรก็ได้ทำให้เวลาอ่าน/แก้ไขโค้ดทำได้ยากมาก เพราะไม่รู้ structure ของตัวแปร เช่น data ที่เราต้องมาจำเองว่ามันมีฟิลด์ชื่อ products และเป็นอ็อบเจคที่มี .price

โค้ดที่เขียนเองอาจจะไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นโค้ดที่เขียนต่อจากคนอื่น อันนี้มีงงแน่นอน

ช่วงหลังๆ มีหลายภาษาที่เริ่มต้นจากการเป็นภาษา Dynamic Type แต่ก็ต้องเพิ่มฟีเจอร์ให้กำหนดตัวแปรได้มาภายหลัง เช่น PHP (กำหนดไทป์ได้ตั้งแต่เวอร์ชัน 7) และ Python (กำหนดไทป์ได้ตั้งแต่เวอร์ชัน 3.6)

JavaScript ก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่สำหรับ JavaScript นั้นมีความแปลกกว่าภาษาอื่นนิดหน่อย เพราะถ้าเราต้องการใช้ไทป์ในภาษานี้ เราจะต้องเขียนมันด้วย TypeScript ซึ่งเป็นภาษาอีกตัวหนึ่งจากทาง Microsoft ที่พอเขียนเสร็จแล้วมันจะคอมไพล์กลับมาเป็น JavaScript อีกทีหนึ่ง

ดังนั้นคำแนะนำในการเขียน JavaScript ข้อแรกคือ ..

อย่าเขียน JavaScript แต่ให้เขียน TypeScript แทน !!

กำเนิด TypeScript

TypeScript นั้นถูกสร้างโดย Microsoft หลังจากที่ VBScript ของตัวเองแพ้ให้กับ JavaScript

Microsoft ใช้หลักการว่า "ถ้าต้านไม่อยู่ ก็เข้าร่วมซะ" โดยมอบหมายงานนี้ให้กับ นักออกแบบภาษาโปรแกรมที่เคยออกแบบ C# และ .NET Framework มาแล้วอย่าง Anders Hejlsberg ซึ่งคอนเซ็ปที่เขาใช้ก็คือเพิ่ม Type ให้กับ JS ซะ

TypeScript = JavaScript + Type

แนวคิดนี้เหมือนกับตอนที่ C++ ถูกสร้างขึ้นมาคือเป็นการเพิ่มความสามารถให้ภาษา C อีกที (ในเวอร์ชันแรก C++ นั้นคอมไพล์ออกมาเป็นโค้ดภาษา C)

ครั้งนี้ก็เช่นกัน ภาษาใหม่ที่ออกแบบจะไม่ฉีกแนวไปจาก JavaScript เลย แต่เพิ่ม syntax ที่บวกความสามารถเรื่อง Type และอื่นๆ เข้าไปแทน โดยตัว TypeScript นี้ไม่ใช่ภาษาที่เอาไปรันได้ แต่ตัวมันคอมไพล์แล้ว output ออกมาเป็น JavaScript นั้นเอง

จริงๆ ต้องบอกว่า Alternative Language หรือภาษาที่เอามาเขียนแทน JavaScript ได้นั้นมีเยอะมาก เช่น CoffeeScript หรือภาษา Functional อย่าง Clojure

แต่ทำไมอยู่ๆ TypeScript ถึงดังขึ้นมาล่ะ? ทั้งที่ตอนนั้นกระแสโปรแกรมเมอร์ไม่ชอบ Microsoft เยอะมาก (ย้อนกลับไปช่วงต้นปี 2010 นะ) อะไรที่ Microsoft ทำในช่วงนั้น คนจะหนีกันหมด

จริงๆ แล้วตอนแรก TypeScript ก็ไม่ได้รับความนิยมอะไรมากหรอก

จน Google มีโปรเจคสร้างเฟรมเวิร์คสำหรับเขียน Frontend ตัวใหม่ที่ชื่อว่า AngularJS ออกมานั่นแหละ

ตอนนั้น AngularJS กำลังอยู่ในเวอร์ชัน 1 (เขียนด้วย JavaScript เพียวๆ เลย) และทาง Google ก็พบปัญหามากมาย จนอยากจะรื้อเขียนใหม่ให้เป็นเวอร์ชัน 2 ซะ แล้วไหนๆ ก็จะเขียนใหม่แล้ว เขียนมันด้วย ES6 เลยดีกว่า! (ในปีนั้นมาตราฐาน ES6 ยังไม่ออก) จะรอให้มาตราฐานออก ก็ไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไหร่ งั้นก็ลองไปค้นๆ ในตลอดดูซิว่าตอนนี้มีภาษาอะไรเอามาใช้แทนก่อนได้มั้ย?

และหวยก็ไปออกที่ TypeScript นั่นเอง !!

คือตอนนั้นทีม Angular สร้างภาษาของตัวเองชื่อ ATScript ขึ้นมาเพื่อครอบ TypeScript อีกที แต่ก็เปลี่ยนใจยกเลิกไป แล้วหันมาใช้ TypeScript เพียวๆ แทน

และเมื่อ Angular ดังขึ้น --> TypeScript ก็เลยดังขึ้นมาพร้อมๆ กัน

สรุป

TypeScript เป็นแค่ภาษาที่เพิ่ม Type เข้ามาให้ภาษา JavaScript ซึ่งก็อาจจะถือว่าเป็นภาษาดวงดี ออกมาถูกจังหวะ จนทุกวันนี้ได้รับความนิยมสูงมาก โปรเจคใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็น Node.js, React, Vue.js ล้วนแต่เอา TypeScript ไปผสมได้ทั้งนั้น (ถ้าเป็น Deno, Angular นั้นซัพพอร์ท TypeScript ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว)

บล็อกต่อไปเราจะสอนวิธีการเซ็ตโปรเจค TypeScript ในโปรเจค Node.js กัน

Share on facebook
Facebook
Share on google
Google+
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn
Share on pinterest
Pinterest

Recent Post

ปี2020, จริงๆ เราไม่ต้องใช้ jQuery แล้วก็ได้นะ

jQuery เป็นหนึ่งใน JavaScript Library ที่โด่งดังมาก (เมื่อ 10 ปีที่แล้ว) เรียกว่าในยุคนั้นแทบจะทุกเว็บจะต้องมีการติดตั้ง jQuery เอาไว้อย่างแน่นอน แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เบราเซอร์ใหม่ๆ ไม่มีปัญหาการรัน JavaScript ตั้งแต่ ES6 ขึ้นไปแล้ว การใช้งาน jQuery จึงลดน้อยลงเรื่อยๆ แต่ก็มีบางโปรเจคเหมือนกัน ที่เราต้องเข้าไปแก้โค้ดเก่าๆ ซึ่งเขียนด้วย jQuery เอาไว้ ในบทความนี้จะมาเปรียบเทียบว่าทุกวันนี้เราสามารถแปลง jQuery ให้กลายเป็น Vanilla

Vue3 มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

Vue 3 เพิ่งเปิดตัวมาเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งมาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ๆ และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป เรามาดูกันดีกว่า เขียนใหม่ด้วย TypeScript ภาษา JavaScript นั้นไม่มี Type ของตัวแปรทำให้เวลาเขียนโปรแกรมมีโอกาสเกิดข้อผิลพลาดเยอะ ดังนั้นการเขียนงานโปรเจคใหญ่ๆ คนเลยนิยมเปลี่ยนไปใช้ TypeScript แทน (ถ้ายังไม่รู้จัก TypeScript อ่านต่อได้ที่นี่) สำหรับ Vue 3.0 นี้ก็เป็นการเขียนใหม่ด้วย TypeScript แทน แต่เวลาเราเอามาใช้งาน เราสามารถเลือกได้ว่าจะใช้แบบ JavaScript ตามปกติ

สอนใช้ TypeScript ในโปรเจค Node.js + Express

Node.js กับ TypeScript Node.js เป็นหนึ่งในเฟรมเวิร์คยอดนิยมสำหรับเขียนโปรแกรมฝั่ง Backend แต่เพราะมันสร้างมาตั้งแต่ปี 2009 ยุคที่ JavaScript ยังเป็นเวอร์ชัน ES5 อยู่เลย โดยดีฟอลต์แล้ว Node.js เลยไม่ซัพพอร์ท TypeScript เลย ไม่เหมือนกับ Deno ที่เพิ่งสร้างขึ้นมาโดยซัพพอร์ท TypeScript เป็นค่า default ตั้งแต่แรก เพื่อชีวิตที่ดีกว่า มาเซ็ตโปรเจค Node.js + Express

UX UI Design เบื้องต้น Section 1 “พื้นฐาน UX UI”

จากที่เราได้รู้จักโลกของ UX UI ไปใน Section ที่แล้ว ใน Section นี้ เราจะมาเข้าใจให้ลึกขึ้นอีกนิด สำหรับ UX UI Design โดยมีคำกล่าวสั้นๆว่า UX คือ นามธรรม UI คือ รูปธรรม และในพื้นฐานแรก ที่เราจะมาเริ่มเรียนรู้คือ UI Design เคลียร์กันชัดๆ UI Design คืออะไร? นิยามของ

ทำยังไง? อยากให้ JavaScript เรียกฟังก์ชันในภาษา PHP เขียนโค้ดยังไงนะ

หนึ่งในคำถามที่เว็บโปรแกรมเมอร์มือใหม่ถามกันเยอะมากจนน่าจัดเก็บไว้เป็น FAQ เลยก็คือ "จะทำยังไงให้เราเรียกใช้ฟังก์ชันภาษา PHP จากสคริป JavaScript ได้" เช่นแบบนี้... <button onclick="<?php functionInPhp1(); ?>"> คลิกฉันสิ! </button> หรือแบบนี้... function functionInJs(){ let x = <?php functionInPhp2(); ?> } คำตอบคือ ด้วยการทำงานของเว็บที่ทำงานบนโปรโตคอล http นั้น...มันทำไม่ได้!! (แต่มีวิธีแก้

[How To] การติดตั้ง Google Maps for Flutter เบื้องต้น

วันนี้ผมจะมาแนะนำและวิธีการใช้งานเบื้องต้นของ plugin ที่น่าสนใจตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า "Google Maps for Flutter" โดย plugin ตัวนี้จะให้ Google Maps ที่เป็น Widget มาให้เราได้เปิดใช้งานแผนที่ของกูเกิ้ล ขั้นตอนการติดตั้ง อันดับแรก เราต้องทำการขอ API Key ที่ลิ้งค์ https://cloud.google.com/maps-platform/ เมื่อเข้ามาหน้าเว็บไซต์แล้วให้เข้าไปที่ Console (ตรงขวามุมบนของหน้าจอ) สร้าง Project ของเราขึ้นมาก่อน เมื่อทำการสร้างเสร็จแล้วให้เปิดแท็บด้านขวามือ แล้วเลือกเมนูที่ชื่อว่า

UX UI Design เบื้องต้น Section 0 “โลกของ UX UI”

หากเปรียบเทียบการออกแบบ UX UI เป็นประตู ดังนั้น Designer คือผู้ที่ต้องแก้ไขปัญหา เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้ใช้ ไม่ใช่คำนึงแค่ความสวยงามเท่านั้น โดยใน Sec.0 นี้ เราจะมองภาพง่ายๆแบบใกล้ตัว เช่น การออกแบบประตู ซึ่งการออกแบบ เราจะมีพื้นฐานด้วยกัน 4 อย่าง ดังนี้ พื้นฐานการออกแบบมี 4 อย่าง คือ การออกแบบหน้าตา (User Interface Design) :: หน้าตาของประตู

สอนวิธีเซ็ตโปรเจค TypeScript / มาใส่ไทป์ให้ JavaScript เพื่อลดความผิดพลาดในการเขียนโค้ดกันดีกว่า

ภาษา JavaScript นั้นเป็นภาษาที่เริ่มเขียนได้ไม่ยาก ยิ่งถ้าใครเขียนภาษาสาย Structure/OOP เช่น C/C++, C#, Java มาก่อน อาจจะชอบในความเป็น Dynamic Type เราสร้างตัวแปรแล้วเก็บค่าอะไรก็ได้ ทำให้มีความคล่องตัวในการเขียนมากๆ ก่อนที่พอเขียนไปเรื่อยๆ เราจะพบความแปลกของมัน ยิ่งเขียนไปนานๆ เราก็พบว่ามันเป็นภาษาที่ทำให้เกิดบั๊กได้ง่ายมาก และเป็นหนึ่งในภาษาที่น่าปวดหัวที่สุดที่คนโหวตๆ กันเลย ด้วยเหตุผลแรกคือการที่ตัวแปรไม่มี Type นั่นเอง (อีกเหตุผลหนึ่งคือส่วนใหญ่ของคนที่เปลี่ยนมาเขียน JavaScript เคยชินกับภาษาแนว OOP มาก่อน พอมาเขียนภาษาแนว

รู้จักกับ TypeScript – ประวัติของภาษาที่เติมไทป์ให้กับ JavaScript

ในบทความนี้จะเล่าถึงที่มาที่ไปของ TypeScript อย่างเดียวนะ ส่วนเรื่องสอนว่าใช้งานยังไงได้บ้าง จะเขียนอีกทีในบล็อกต่อๆ ไป สำหรับภาษาโปรแกรมทุกวันนี้ ถ้าแบ่งคร่าวๆ ด้วยชนิดของตัวแปร เราจะแบ่งได้ 2 อย่าง คือ Static Type: ต้องกำหนดชนิดตัวแปร เช่น int, string ตั้งแต่สร้างตัวแปร และ Dynamic Type ตัวแปรประเภทนี้ไม่ต้องบอกว่าเก็บค่าชนิดไหน เปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ สำหรับภาษาแบบ Dynamic Type ที่ไม่ต้องกำหนดชนิดตัวแปรให้แน่นอน จะเซ็ตค่าเป็นอะไรก็ได้นั้นอาจจะทำให้เขียนง่าย

Async in Dart (5) รู้จักกับ FutureBuilder/StreamBuilder, ตัวช่วยสร้าง Async-Widget ใน Futter

เนื้อหาในบทนี้ เป็นคลาสเฉพาะที่มากับ Flutter Framework เท่านั้น .. ถ้าเขียน Dart ธรรมดาจะไม่มีให้ใช้นะ!! เอาจริงๆ 99% ของคนที่ศึกษาภาษา Dart ก็เพื่อเอาไปเขียนแอพ (หรือเว็บ/เด็กส์ท็อป) แบบ cross-platform ด้วยเฟรมเวิร์ก Flutter นั่นแหละ ตามความคิดของเรา จริงๆ Flutter น่าจะเลือกภาษา Kotlin มาใช้แทนมากกว่า แต่ก็มีเหตุผลหลายๆ อย่างนั่นแหละที่ทำให้ทำไม่ได้ สำหรับการเขียน Flutter

Dependency Injection กับ Service Locator ต่างกันยังไงนะ?

ในโลกของ OOP เรามักจะสร้างคลาสต่างๆ ที่มีการเรียกใช้กันต่อเป็นทอดๆ มากมาย เช่นโค้ดข้างล่างนี่ class Car { private Engine engine; public Car() { this.engine = new Engine(); } } Car car = new Car(); เราสร้างคลาส Car และ Engine

Async in Dart (4) ควบคุมข้อมูลในstreamอย่างเหนือชั้นด้วย StreamController

Async in Dart (4) ควบคุมข้อมูลในstreamอย่างเหนือชั้นด้วย StreamController ในบทที่แล้วเราสอนการสร้าง Stream แบบง่ายๆ ไปแล้ว แต่ในบางครั้งเราต้องการควบคุมข้อมูลใน Stream แบบคัสตอมมากๆ ซึ่งข้อมูลอาจจะเข้ามาจากหลายทางมากๆ การที่เรามีแค่ yield จากฟังก์ชันเดียวอาจจะไม่เพียงพอ ดังนั้นเลยเป็นที่มาของคลาสที่ชื่อว่า StreamController ซึ่งเป็นคลาสที่เอาไว้ควบคุม Stream อีกที StreamController การสร้าง Stream แบบธรรมดาก็จะเป็นประมาณนี้ Stream<int> getNumberStream() async* {