สอนวิธีเซ็ตโปรเจค TypeScript / มาใส่ไทป์ให้ JavaScript เพื่อลดความผิดพลาดในการเขียนโค้ดกันดีกว่า

ts2

ภาษา JavaScript นั้นเป็นภาษาที่เริ่มเขียนได้ไม่ยาก ยิ่งถ้าใครเขียนภาษาสาย Structure/OOP เช่น C/C++, C#, Java มาก่อน อาจจะชอบในความเป็น Dynamic Type เราสร้างตัวแปรแล้วเก็บค่าอะไรก็ได้ ทำให้มีความคล่องตัวในการเขียนมากๆ ก่อนที่พอเขียนไปเรื่อยๆ เราจะพบความแปลกของมัน ยิ่งเขียนไปนานๆ เราก็พบว่ามันเป็นภาษาที่ทำให้เกิดบั๊กได้ง่ายมาก และเป็นหนึ่งในภาษาที่น่าปวดหัวที่สุดที่คนโหวตๆ กันเลย ด้วยเหตุผลแรกคือการที่ตัวแปรไม่มี Type นั่นเอง (อีกเหตุผลหนึ่งคือส่วนใหญ่ของคนที่เปลี่ยนมาเขียน JavaScript เคยชินกับภาษาแนว OOP มาก่อน พอมาเขียนภาษาแนว Functional เลยงงหน่อยๆ)

หลักการคือคอมไพล์ออกมาเป็น JavaScript

เอาจริงๆ ตัวภาษา TypeScript เอาไปรันอะไรไม่ได้เลย

แต่เราใช้วิธีการคอมไพล์ไฟล์ .ts ให้ออกมาเป็นไฟล์ .js อีกที หน้าที่ของมันมีแค่นั้นเอง

หรือบางกรณีถ้าเราเขียน React เราอาจจะรู้จักกับ .jsx สำหรับ TypeScript ก็มีไฟล์นามสกุล .tsx ให้ใช้เช่นกัน

Installation มาติดตั้ง TypeScript กัน

สำหรับ TypeScript Compiler นั้นสามารถติดตั้งได้ทั้งผ่าน npm หรือ yarn ด้วยคำสั่งประมาณนี้

npm install -g typescript

พอติดตั้งแล้วเราสามารถใช้คำสั่ง tsc สำหรับคอมไพล์ไฟล์ TypeScript ได้เลย

วิธีนี้เป็นการติดตั้งแบบ global คือติดตั้งครั้งเดียว ใช้ได้ทุกที่เลย แต่ถ้าอยากติดตั้งแต่ในโปรเจคๆ ไปก็สามารถทำได้ด้วย

npm install typescript --save-dev

หรือจะใช้งานผ่าน npx ก็ได้เช่นกัน

npx tsc

flag --save-dev หรือตัวย่อ -D ใส้ไว้เพื่อระบุว่าเราใช้แพ็กเกจนี้เฉพาะตอน develop เท่านั้น เมื่อไหร่ที่จะ build โปรเจคเอาไปใช้จริง ไม่ต้องเอาติดไปด้วยนะ เพราะอย่างที่บอกคือ TypeScript นั้นตัวมันไม่ได้เอาไปรัน แต่คอมไพล์เป็น JavaScript เมื่อไหร่ที่เขียนเสร็จแล้ว ก็ไม่ต้องใช้ต่อแล้ว

คอมไพล์ไฟล์ TypeScript

เริ่มแรกลองมาสร้างไฟล์ TypeScript กันดีกว่า

//app.ts

function sum(n: number): number {
    let sum: number = 0
    for(let i = 0; i < n; i++){
        sum += i
    }
    return sum
}

const total: number = sum(100)

console.log(total)

เขียนโค้ดนี้แล้วเซฟเป็นไฟล์ชื่อ app.ts ไว้ จะเห็นว่า syntax ทั้งหมดนั้นเหมือนกัน JavaScript ทุกอย่าง ที่เพิ่มเติมมาก็แค่หลังชื่อตัวแปร ตอนที่ประกาศตัวแปรและ parameter เราจะต้องกำหนดชนิดตัวแปรลงไปด้วย โดยใช้ตัว : ตามแพทเทิร์นนี้

variable-name: type

ไทป์ที่ใช้ได้ก็เช่น

let decimal: number = 6
let hex: number = 0xf00d
let binary: number = 0b1010
let octal: number = 0o744

let color: string = "blue"

let isDone: boolean = false

สำหรับตัวแปรประเภท Array นั้นประกาศได้ 2 แบบคือ

let list: number[] = [1, 2, 3]
let list: Array<number> = [1, 2, 3]

ส่วนตัวแปรแบบ Object นั้นจะต้องสร้าง interface เพื่อกำหนดไทป์ขึ้นมาก่อน

interface Point {
    x: number
    y: number
}

let myPoint: Point = { x: 10, y: 20 }

สำหรับ TypeScript นั้น เราไม่สามารถสร้างตัวแปรแบบไม่กำหนดไทป์ได้ แต่ถ้าเราไม่รู้ไทป์จริงๆ เราสามารถประกาศไทป์ any ได้ (แต่ก็ไม่แนะนำให้ทำนะ)


จากนั้นเราใช้คำสั่ง tsc ในการคอมไพล์ไฟล์ TypeScript ของเรา

tsc app.ts

หลังจากคอมไพล์เสร็จแล้ว เราจะได้อีกไฟล์เพิ่มมาในชื่อเดียวกันแต่เป็นนามสกุล .js แทน

เมื่อเราเอามาเปิดดูก็จะพบว่ามันมีหน้าตาคล้ายๆ กับโค้ด TypeScript ที่เราเขียนไป แต่ชนิดตัวแปรที่เคยประกาศจะหายไป และอาจจะมีอะไรอีกนิดหน่อยด้วย (เช่นมี ; เพิ่มเข้ามาให้ จากที่เคยใช้ let, const ก็เปลี่ยนเป็น var) ซึ่งโดยร่วมไม่ได้ทำให้โลจิคเปลี่ยนไปนะ

// app.js

function sum(n) {
    var sum = 0;
    for (var i = 0; i < n; i++) {
        sum += i;
    }
    return sum;
}
var total = sum(100);
console.log(total);

ซึ่งจุดนี้อาจจะทำให้คนที่เพิ่งเริ่มใช้ TypeScript สงสัยว่าถ้ามันแค่ตัด Type ทิ้งไป แล้วทำไมเราไม่เขียน JavaScript ตรงๆ ไปเลยล่ะ?

เช่นผลคือ TypeScript สามารถช่วยเราในส่วนของการเช็ก Compiler-Time Error ได้

เช่นโค้ดนี้

เราประกาศฟังก์ชันที่ต้องรับ number แต่เวลาเรียกใช้งาน ดันใส่ string เข้าไป ถ้าเป็น JavaScript จะสามารถนำไปรันได้ (แต่ผลออกมาจะเกิด Runtime-Error หรือมีโลจิคผิดพลาดตรงไหนจะไม่สามารถรู้ได้เลย)

แต่สำหรับ TypeScript นั้นจะแจ้งออกมาตั้งแต่ตอนสั่งคอมไพล์เลยว่าเรามีการเขียนผิดพลาดเกิดขึ้นนะ และ Editor ส่วนใหญ่ก็สามารถแสดงผลข้อผิดพลาดพวกนี้แบบ real time ได้อยู่แล้วด้วย ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์ไปซะนาน แต่พอเอามารันเพิ่งจะรู้ว่าพิมพ์ผิดไป

เริ่มสร้างโปรเจคกันเถอะ

ในโปรเจคขนาดใหญ่ แน่นอนว่าเราไม่ได้มีแค่ไฟล์ sourcecode แค่ไฟล์สองไฟล์ แต่อาจจะมีเป็นร้อยๆ ไฟล์ การจะมานั่งคอมไพล์ TypeScript ทีละไฟล์นั้นทำไม่ได้แน่นอน (จริงๆ ก็ทำได้ แต่ใครจะทำนะ !)

การสร้างโปรเจคเลยเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เช่นเราอาจจะสร้างโฟลเดอร์ /src สำหรับเอาไว้เก็บไฟล์ .ts ทั้งหมด และสร้างโฟลเดอร์ /dist หรือ distribute เอาไว้เก็บไฟล์ JavaScript

.
├── src
│   ├── app1.ts
│   ├── app2.ts
│   ├── app3.ts
│   └── ...
└── dist
    ├── app1.js
    ├── app2.js
    ├── app3.js
    └── ...

ซึ่งสำหรับ TypeScript เราสามารถใช้คำสั่งนี้

tsc --init

เพื่อกำหนดว่าโฟลเดอร์นั้นจะเป็นโปรเจค TypeScript ได้ หลังจากสั่งคำสั่งนั้นแล้ว เราจะได้ไฟล์ tsconfig.json มา ภายในไฟล์จะมี config สำหรับโปรเจคอยู่ หน้าตาประมาณนี้

รายละเอียดการเซ็ตค่า tsconfig สามารถดูได้ที่เว็บไซต์ของ TypeScript

ปกติการตั้งค่าหลักๆ ก็จะใช้ของที่ TypeScript สร้างมาให้ ยกเว้นบางตัวที่เราต้องเซ็ตเอง เช่น

{
  "compilerOptions": {

    // สั่งให้คอมไพล์ออกมาเป็น JavaScript ES6
    "target": "es6",

    // ชื่อโหลเดอร์ที่ output ไฟล์ JavaScript ที่คอมไพล์แล้ว
    "outDir": "./dist",

    // ชื่อโฟลเดอร์ sourcecode ไฟล์ TypeScript
    "rootDir": "./src",

    // หากใช้งานกับ React คือมีไฟล์ .tsx ให้คอมไพล์เป็น .jsx ด้วย
    "jsx": "react",

    // หากใช้กับ node
    "moduleResolution": "node",
  },

  // กำหนดขอบเขตของไฟล์ที่จะให้คอมไพล์
  // เช่น ทุกไฟล์ที่นามสกุล .ts ในโฟลเดอร์ไหนก็ได้ใต้ /src
  "include": [
      "src/**/*.ts"
  ],

  // กำหนดไฟล์และโฟลเดอร์ที่ไม่ต้องคอมไพล์ 
  // เช่นโฟลเดอร์ node_modules หรือไฟล์ spec
  "exclude": [
      "node_modules",
      "**/*.spec.ts"
  ]
}

จากนั้นเวลาเราจะคอมไพล์ ก็สั่งแค่

tsc

มันก็จะเป็นการคอมไพล์ทุกไฟล์ในทั้งโฟลเดอร์ /src/ ที่เรากำหนดไว้

แต่นี่ก็เป็นการคอมไพล์แค่ครั้งเดียว ถ้าเรามีการแก้ไขไฟล์ TypeScript เพิ่ม เราก็ต้องสั่งคอมไพล์อีกรอบ ถ้าไม่อยากจะมาสั่งคอมไพล์ทุกรอบที่แก้ไขโค้ด เราสามารถสั่งคอมไพล์แบบ watch ได้

tsc --watch

คำสั่งนี้จะเป็นการสั่งให้คอมไพล์พร้อมกับ watch หรือคอยดูไฟล์ทุกไฟล์เอาไว้ด้วย ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงให้คอมไพล์ใหม่ทันทีโดยเราไม่ต้องสั่งอีกรอบ

Share on facebook
Facebook
Share on google
Google+
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn
Share on pinterest
Pinterest

Recent Post

ปี2020, จริงๆ เราไม่ต้องใช้ jQuery แล้วก็ได้นะ

jQuery เป็นหนึ่งใน JavaScript Library ที่โด่งดังมาก (เมื่อ 10 ปีที่แล้ว) เรียกว่าในยุคนั้นแทบจะทุกเว็บจะต้องมีการติดตั้ง jQuery เอาไว้อย่างแน่นอน แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เบราเซอร์ใหม่ๆ ไม่มีปัญหาการรัน JavaScript ตั้งแต่ ES6 ขึ้นไปแล้ว การใช้งาน jQuery จึงลดน้อยลงเรื่อยๆ แต่ก็มีบางโปรเจคเหมือนกัน ที่เราต้องเข้าไปแก้โค้ดเก่าๆ ซึ่งเขียนด้วย jQuery เอาไว้ ในบทความนี้จะมาเปรียบเทียบว่าทุกวันนี้เราสามารถแปลง jQuery ให้กลายเป็น Vanilla

Vue3 มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

Vue 3 เพิ่งเปิดตัวมาเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งมาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ๆ และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป เรามาดูกันดีกว่า เขียนใหม่ด้วย TypeScript ภาษา JavaScript นั้นไม่มี Type ของตัวแปรทำให้เวลาเขียนโปรแกรมมีโอกาสเกิดข้อผิลพลาดเยอะ ดังนั้นการเขียนงานโปรเจคใหญ่ๆ คนเลยนิยมเปลี่ยนไปใช้ TypeScript แทน (ถ้ายังไม่รู้จัก TypeScript อ่านต่อได้ที่นี่) สำหรับ Vue 3.0 นี้ก็เป็นการเขียนใหม่ด้วย TypeScript แทน แต่เวลาเราเอามาใช้งาน เราสามารถเลือกได้ว่าจะใช้แบบ JavaScript ตามปกติ

สอนใช้ TypeScript ในโปรเจค Node.js + Express

Node.js กับ TypeScript Node.js เป็นหนึ่งในเฟรมเวิร์คยอดนิยมสำหรับเขียนโปรแกรมฝั่ง Backend แต่เพราะมันสร้างมาตั้งแต่ปี 2009 ยุคที่ JavaScript ยังเป็นเวอร์ชัน ES5 อยู่เลย โดยดีฟอลต์แล้ว Node.js เลยไม่ซัพพอร์ท TypeScript เลย ไม่เหมือนกับ Deno ที่เพิ่งสร้างขึ้นมาโดยซัพพอร์ท TypeScript เป็นค่า default ตั้งแต่แรก เพื่อชีวิตที่ดีกว่า มาเซ็ตโปรเจค Node.js + Express

UX UI Design เบื้องต้น Section 1 “พื้นฐาน UX UI”

จากที่เราได้รู้จักโลกของ UX UI ไปใน Section ที่แล้ว ใน Section นี้ เราจะมาเข้าใจให้ลึกขึ้นอีกนิด สำหรับ UX UI Design โดยมีคำกล่าวสั้นๆว่า UX คือ นามธรรม UI คือ รูปธรรม และในพื้นฐานแรก ที่เราจะมาเริ่มเรียนรู้คือ UI Design เคลียร์กันชัดๆ UI Design คืออะไร? นิยามของ

ทำยังไง? อยากให้ JavaScript เรียกฟังก์ชันในภาษา PHP เขียนโค้ดยังไงนะ

หนึ่งในคำถามที่เว็บโปรแกรมเมอร์มือใหม่ถามกันเยอะมากจนน่าจัดเก็บไว้เป็น FAQ เลยก็คือ "จะทำยังไงให้เราเรียกใช้ฟังก์ชันภาษา PHP จากสคริป JavaScript ได้" เช่นแบบนี้... <button onclick="<?php functionInPhp1(); ?>"> คลิกฉันสิ! </button> หรือแบบนี้... function functionInJs(){ let x = <?php functionInPhp2(); ?> } คำตอบคือ ด้วยการทำงานของเว็บที่ทำงานบนโปรโตคอล http นั้น...มันทำไม่ได้!! (แต่มีวิธีแก้

[How To] การติดตั้ง Google Maps for Flutter เบื้องต้น

วันนี้ผมจะมาแนะนำและวิธีการใช้งานเบื้องต้นของ plugin ที่น่าสนใจตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า "Google Maps for Flutter" โดย plugin ตัวนี้จะให้ Google Maps ที่เป็น Widget มาให้เราได้เปิดใช้งานแผนที่ของกูเกิ้ล ขั้นตอนการติดตั้ง อันดับแรก เราต้องทำการขอ API Key ที่ลิ้งค์ https://cloud.google.com/maps-platform/ เมื่อเข้ามาหน้าเว็บไซต์แล้วให้เข้าไปที่ Console (ตรงขวามุมบนของหน้าจอ) สร้าง Project ของเราขึ้นมาก่อน เมื่อทำการสร้างเสร็จแล้วให้เปิดแท็บด้านขวามือ แล้วเลือกเมนูที่ชื่อว่า

UX UI Design เบื้องต้น Section 0 “โลกของ UX UI”

หากเปรียบเทียบการออกแบบ UX UI เป็นประตู ดังนั้น Designer คือผู้ที่ต้องแก้ไขปัญหา เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้ใช้ ไม่ใช่คำนึงแค่ความสวยงามเท่านั้น โดยใน Sec.0 นี้ เราจะมองภาพง่ายๆแบบใกล้ตัว เช่น การออกแบบประตู ซึ่งการออกแบบ เราจะมีพื้นฐานด้วยกัน 4 อย่าง ดังนี้ พื้นฐานการออกแบบมี 4 อย่าง คือ การออกแบบหน้าตา (User Interface Design) :: หน้าตาของประตู

สอนวิธีเซ็ตโปรเจค TypeScript / มาใส่ไทป์ให้ JavaScript เพื่อลดความผิดพลาดในการเขียนโค้ดกันดีกว่า

ภาษา JavaScript นั้นเป็นภาษาที่เริ่มเขียนได้ไม่ยาก ยิ่งถ้าใครเขียนภาษาสาย Structure/OOP เช่น C/C++, C#, Java มาก่อน อาจจะชอบในความเป็น Dynamic Type เราสร้างตัวแปรแล้วเก็บค่าอะไรก็ได้ ทำให้มีความคล่องตัวในการเขียนมากๆ ก่อนที่พอเขียนไปเรื่อยๆ เราจะพบความแปลกของมัน ยิ่งเขียนไปนานๆ เราก็พบว่ามันเป็นภาษาที่ทำให้เกิดบั๊กได้ง่ายมาก และเป็นหนึ่งในภาษาที่น่าปวดหัวที่สุดที่คนโหวตๆ กันเลย ด้วยเหตุผลแรกคือการที่ตัวแปรไม่มี Type นั่นเอง (อีกเหตุผลหนึ่งคือส่วนใหญ่ของคนที่เปลี่ยนมาเขียน JavaScript เคยชินกับภาษาแนว OOP มาก่อน พอมาเขียนภาษาแนว

รู้จักกับ TypeScript – ประวัติของภาษาที่เติมไทป์ให้กับ JavaScript

ในบทความนี้จะเล่าถึงที่มาที่ไปของ TypeScript อย่างเดียวนะ ส่วนเรื่องสอนว่าใช้งานยังไงได้บ้าง จะเขียนอีกทีในบล็อกต่อๆ ไป สำหรับภาษาโปรแกรมทุกวันนี้ ถ้าแบ่งคร่าวๆ ด้วยชนิดของตัวแปร เราจะแบ่งได้ 2 อย่าง คือ Static Type: ต้องกำหนดชนิดตัวแปร เช่น int, string ตั้งแต่สร้างตัวแปร และ Dynamic Type ตัวแปรประเภทนี้ไม่ต้องบอกว่าเก็บค่าชนิดไหน เปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ สำหรับภาษาแบบ Dynamic Type ที่ไม่ต้องกำหนดชนิดตัวแปรให้แน่นอน จะเซ็ตค่าเป็นอะไรก็ได้นั้นอาจจะทำให้เขียนง่าย

Async in Dart (5) รู้จักกับ FutureBuilder/StreamBuilder, ตัวช่วยสร้าง Async-Widget ใน Futter

เนื้อหาในบทนี้ เป็นคลาสเฉพาะที่มากับ Flutter Framework เท่านั้น .. ถ้าเขียน Dart ธรรมดาจะไม่มีให้ใช้นะ!! เอาจริงๆ 99% ของคนที่ศึกษาภาษา Dart ก็เพื่อเอาไปเขียนแอพ (หรือเว็บ/เด็กส์ท็อป) แบบ cross-platform ด้วยเฟรมเวิร์ก Flutter นั่นแหละ ตามความคิดของเรา จริงๆ Flutter น่าจะเลือกภาษา Kotlin มาใช้แทนมากกว่า แต่ก็มีเหตุผลหลายๆ อย่างนั่นแหละที่ทำให้ทำไม่ได้ สำหรับการเขียน Flutter

Dependency Injection กับ Service Locator ต่างกันยังไงนะ?

ในโลกของ OOP เรามักจะสร้างคลาสต่างๆ ที่มีการเรียกใช้กันต่อเป็นทอดๆ มากมาย เช่นโค้ดข้างล่างนี่ class Car { private Engine engine; public Car() { this.engine = new Engine(); } } Car car = new Car(); เราสร้างคลาส Car และ Engine

Async in Dart (4) ควบคุมข้อมูลในstreamอย่างเหนือชั้นด้วย StreamController

Async in Dart (4) ควบคุมข้อมูลในstreamอย่างเหนือชั้นด้วย StreamController ในบทที่แล้วเราสอนการสร้าง Stream แบบง่ายๆ ไปแล้ว แต่ในบางครั้งเราต้องการควบคุมข้อมูลใน Stream แบบคัสตอมมากๆ ซึ่งข้อมูลอาจจะเข้ามาจากหลายทางมากๆ การที่เรามีแค่ yield จากฟังก์ชันเดียวอาจจะไม่เพียงพอ ดังนั้นเลยเป็นที่มาของคลาสที่ชื่อว่า StreamController ซึ่งเป็นคลาสที่เอาไว้ควบคุม Stream อีกที StreamController การสร้าง Stream แบบธรรมดาก็จะเป็นประมาณนี้ Stream<int> getNumberStream() async* {