สอนใช้ TypeScript ในโปรเจค Node.js + Express

ts3-2

Node.js กับ TypeScript

Node.js เป็นหนึ่งในเฟรมเวิร์คยอดนิยมสำหรับเขียนโปรแกรมฝั่ง Backend แต่เพราะมันสร้างมาตั้งแต่ปี 2009 ยุคที่ JavaScript ยังเป็นเวอร์ชัน ES5 อยู่เลย

โดยดีฟอลต์แล้ว Node.js เลยไม่ซัพพอร์ท TypeScript เลย ไม่เหมือนกับ Deno ที่เพิ่งสร้างขึ้นมาโดยซัพพอร์ท TypeScript เป็นค่า default ตั้งแต่แรก

เพื่อชีวิตที่ดีกว่า มาเซ็ตโปรเจค Node.js + Express ให้ใช้ TypeScript ได้กันเถอะ!

Step 1: ติดตั้ง TypeScript

สำหรับใครที่มี TypeScript อยู่แล้วข้ามสเต็ปนี้ไปได้เลยนะ

แต่ถ้าใครยังไม่มี ดูวิธีติดตั้งแบบง่ายๆ ได้ที่บทความ สอนวิธีเซ็ตโปรเจค TypeScript / มาใส่ไทป์ให้ JavaScript เพื่อลดความผิดพลาดในการเขียนโค้ดกันดีกว่า

Step 2: เริ่มสร้างโปรเจค

ปกติเราจะเขียนโค้ด Express หน้าตาประมาณนี้

const express = require('express')

const app = express()

app.get('/', (req, res) => {
    res.send('Hello World!')
})

app.listen(3000)

สมมุติว่าเซฟเป็นไฟล์ชื่อ app.js ละกัน วิธีที่จะเปลี่ยนมันเป็น TypeScript อย่างแรกเลยคือเปลี่ยนนามสกุลให้กลายเป็น app.ts

Step 3: @types

ปัญหาเมื่อเรานำโค้ด JavaScript ธรรมดามาเปลี่ยนเป็น TypeScript นั่นคือการที่ไทป์หายไป!

TypeScript Compiler หรือ tsc ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าโค้ดที่เขียนๆ ขึ้นมาใน JavaScript แต่ละตัวมีไทป์เป็นอะไรบ้าง

ดังนั้นเลยต้องมีการ define ให้ TypeScript รู้จัก ซึ่งการทำแบบนั้นไม่ต้องถึงขั้นเขียนโค้ดใหม่ทั้งหมด แต่แค่เพิ่ม @types เข้าไปก็พอแล้ว!

ส่วนการติดตั้งก็ไม่ยาก มี npm ใช้ npm, มี yarn ใช้ yarn

//npm
npm i @types/express --save-dev

//yarn
yarn add @types/express --dev

ข้อสังเกตคือ library ยอดนิยมส่วนใหญ่จะมีการทำ types ไว้ให้อยู่แล้ว โดยชื่อของแพกเกจไทป์ส่วนใหญ่จะชื่อเดียวกับชื่อแพกเกจหลัก แต่เติม @types/ ไว้ข้างหน้า

จากนั้นเราก็กลับไปแก้โค้ดของเราอีกที

สำหรับ TypeScript นั้นจะต้องกำหนดไทป์ให้ตัวแปรทุกตัว เช่น Application, Request, Response ซึ่ง import มาจาก express ได้ตรงๆ เลย

import express, { Application, Request, Response } from 'express'

const app: Application = express()

app.get('/', (req: Request, res: Response) => {
    res.send('Hello World!')
})

app.listen(3000)

เวลาจะใช้งานก็ต้องคอมไพล์ให้ออกมาเป็น .js ซะก่อนนะ

Step 4: Watch File

จากสเต็ปที่แล้ว จะพบว่าระหว่างการ develop จะมีขั้นตอนเยอะมากในการรัน

  • ต้องคอมไพล์ TypeScript ด้วยคำสั่ง tsc ก่อน
  • รัน Node ด้วยคำสั่ง node
  • แล้วถ้ามีการแก้ไข้โค้ดอะไร ก็ต้อง kill process แล้วเริ่มคอมไพล์ตั้งแต่ TypeScript อีกรอบหนึ่งเลย
  • ซึ่งเป็นอะไรที่น่ารำคาญและทำให้ Productivity ต่ำมากๆ

ดังนั้นในสเต็ปสุดท้ายนี้เรามาดูวิธีการเซ็ตคำสั่ง ให้มัน watch file ให้เรากันดีกว่า

การ watch file หมายความว่า ให้ node คอยดูถ้าไฟล์ source code ของโปรแกรมมีการเปลี่ยนแปลง (เช่นมีการ save โค้ดตัวใหม่เข้ามา) ให้เริ่มรันโปรแกรมใหม่ด้วยตัวมันเอง เราจะได้ไม่ต้องมาคอยสั่งทุกครั้ง

ตามปกติถ้าเราเขียน Node.js ธรรมดา เราอาจจะใช้แพ็กเกจ เช่น nodemon

nodemon app.js

แต่ถ้าเราเขียนโค้ดในไฟล์ TypeScript อยู่ เราก็ต้องสั่งให้มัน watch file ด้วยอีกต่อหนึ่ง

tsc --watch

ซึ่งถ้าใช้วิธีนี้จะต้องเปิด Terminal ไว้ 2 อัน อันนึงรัน nodemon อีกอันรัน tsc นะ

หรือเราอาจจะใช้ ts-node แทนก็ได้ (อ่านวิธีใช้ ts-node และวิธีเซ็ต structure ของโปรเจคได้ที่ บทความสอนวิธีเซ็ตโปรเจค TypeScript)

nodemon --watch 'src/**/*.ts' --ignore 'src/**/*.spec.ts' --exec 'ts-node' src/app.ts

นั่นคือเราสั่งให้ nodemon คอยดูไฟล์ทั้งหมดในโฟลเดอร์ src ที่เป็นนามสกุล .ts ถ้าไฟล์มีการเปลี่ยนแปลง (มีการแก้ไขหรือมีการเซฟใหม่) ให้รันคำสั่ง ts-node ใหม่ทันที

หรือถ้าไม่อยากเขียน command ยาวๆ ก็ไปเขียน config ในไฟล์ nodemon.json แทนก็ได้

แบบนี้

{
  "watch": ["src"],
  "ext": "ts",
  "ignore": ["src/**/*.spec.ts"],
  "exec": "ts-node ./src/app.ts" 
  #or 
  "exec": "npx ts-node ./src/app.ts"
}

ใช้ ts-node-dev

หรือใช้อีกวิธีคือลงแพ็กเกจ ts-node-dev

# npm
yarn add ts-node-dev --dev

# yarn
npm i ts-node-dev --save-dev

แล้วก็รันด้วยคำสั่ง

ts-node-dev app.ts
Total Page Visits: 60 - Today Page Visits: 6
Share on facebook
Facebook
Share on google
Google+
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn
Share on pinterest
Pinterest

Recent Post

ปี2020, จริงๆ เราไม่ต้องใช้ jQuery แล้วก็ได้นะ

jQuery เป็นหนึ่งใน JavaScript Library ที่โด่งดังมาก (เมื่อ 10 ปีที่แล้ว) เรียกว่าในยุคนั้นแทบจะทุกเว็บจะต้องมีการติดตั้ง jQuery เอาไว้อย่างแน่นอน แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เบราเซอร์ใหม่ๆ ไม่มีปัญหาการรัน JavaScript ตั้งแต่ ES6 ขึ้นไปแล้ว การใช้งาน jQuery จึงลดน้อยลงเรื่อยๆ แต่ก็มีบางโปรเจคเหมือนกัน ที่เราต้องเข้าไปแก้โค้ดเก่าๆ ซึ่งเขียนด้วย jQuery เอาไว้ ในบทความนี้จะมาเปรียบเทียบว่าทุกวันนี้เราสามารถแปลง jQuery ให้กลายเป็น Vanilla

Vue3 มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

Vue 3 เพิ่งเปิดตัวมาเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งมาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ๆ และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป เรามาดูกันดีกว่า เขียนใหม่ด้วย TypeScript ภาษา JavaScript นั้นไม่มี Type ของตัวแปรทำให้เวลาเขียนโปรแกรมมีโอกาสเกิดข้อผิลพลาดเยอะ ดังนั้นการเขียนงานโปรเจคใหญ่ๆ คนเลยนิยมเปลี่ยนไปใช้ TypeScript แทน (ถ้ายังไม่รู้จัก TypeScript อ่านต่อได้ที่นี่) สำหรับ Vue 3.0 นี้ก็เป็นการเขียนใหม่ด้วย TypeScript แทน แต่เวลาเราเอามาใช้งาน เราสามารถเลือกได้ว่าจะใช้แบบ JavaScript ตามปกติ

สอนใช้ TypeScript ในโปรเจค Node.js + Express

Node.js กับ TypeScript Node.js เป็นหนึ่งในเฟรมเวิร์คยอดนิยมสำหรับเขียนโปรแกรมฝั่ง Backend แต่เพราะมันสร้างมาตั้งแต่ปี 2009 ยุคที่ JavaScript ยังเป็นเวอร์ชัน ES5 อยู่เลย โดยดีฟอลต์แล้ว Node.js เลยไม่ซัพพอร์ท TypeScript เลย ไม่เหมือนกับ Deno ที่เพิ่งสร้างขึ้นมาโดยซัพพอร์ท TypeScript เป็นค่า default ตั้งแต่แรก เพื่อชีวิตที่ดีกว่า มาเซ็ตโปรเจค Node.js + Express

UX UI Design เบื้องต้น Section 1 “พื้นฐาน UX UI”

จากที่เราได้รู้จักโลกของ UX UI ไปใน Section ที่แล้ว ใน Section นี้ เราจะมาเข้าใจให้ลึกขึ้นอีกนิด สำหรับ UX UI Design โดยมีคำกล่าวสั้นๆว่า UX คือ นามธรรม UI คือ รูปธรรม และในพื้นฐานแรก ที่เราจะมาเริ่มเรียนรู้คือ UI Design เคลียร์กันชัดๆ UI Design คืออะไร? นิยามของ

ทำยังไง? อยากให้ JavaScript เรียกฟังก์ชันในภาษา PHP เขียนโค้ดยังไงนะ

หนึ่งในคำถามที่เว็บโปรแกรมเมอร์มือใหม่ถามกันเยอะมากจนน่าจัดเก็บไว้เป็น FAQ เลยก็คือ "จะทำยังไงให้เราเรียกใช้ฟังก์ชันภาษา PHP จากสคริป JavaScript ได้" เช่นแบบนี้... <button onclick="<?php functionInPhp1(); ?>"> คลิกฉันสิ! </button> หรือแบบนี้... function functionInJs(){ let x = <?php functionInPhp2(); ?> } คำตอบคือ ด้วยการทำงานของเว็บที่ทำงานบนโปรโตคอล http นั้น...มันทำไม่ได้!! (แต่มีวิธีแก้

[How To] การติดตั้ง Google Maps for Flutter เบื้องต้น

วันนี้ผมจะมาแนะนำและวิธีการใช้งานเบื้องต้นของ plugin ที่น่าสนใจตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า "Google Maps for Flutter" โดย plugin ตัวนี้จะให้ Google Maps ที่เป็น Widget มาให้เราได้เปิดใช้งานแผนที่ของกูเกิ้ล ขั้นตอนการติดตั้ง อันดับแรก เราต้องทำการขอ API Key ที่ลิ้งค์ https://cloud.google.com/maps-platform/ เมื่อเข้ามาหน้าเว็บไซต์แล้วให้เข้าไปที่ Console (ตรงขวามุมบนของหน้าจอ) สร้าง Project ของเราขึ้นมาก่อน เมื่อทำการสร้างเสร็จแล้วให้เปิดแท็บด้านขวามือ แล้วเลือกเมนูที่ชื่อว่า

UX UI Design เบื้องต้น Section 0 “โลกของ UX UI”

หากเปรียบเทียบการออกแบบ UX UI เป็นประตู ดังนั้น Designer คือผู้ที่ต้องแก้ไขปัญหา เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้ใช้ ไม่ใช่คำนึงแค่ความสวยงามเท่านั้น โดยใน Sec.0 นี้ เราจะมองภาพง่ายๆแบบใกล้ตัว เช่น การออกแบบประตู ซึ่งการออกแบบ เราจะมีพื้นฐานด้วยกัน 4 อย่าง ดังนี้ พื้นฐานการออกแบบมี 4 อย่าง คือ การออกแบบหน้าตา (User Interface Design) :: หน้าตาของประตู

วิธีสร้างปุ่ม Login Facebook บน WordPress ด้วยปลั๊กอิน Nextend Social Login Plugin

วิธีสร้างปุ่ม Login Facebook บน WordPress ด้วยปลั๊กอิน Nextend Social Login Plugin WordPress คือ เว็บไซต์สำเร็จรูป ที่สามารถสร้างและจัดการเนื้อหาได้ง่ายๆ เพียงแค่คุณล็อกอินเข้าสู่ระบบ ก็สามารถสร้างเว็บไซต์ข่าวสาร หรือร้านค้าขายของออนไลน์ของตัวเองได้เลย เพราะมีระบบการจัดการข้อมูล และยังมีปลั๊กอินมากมาย ที่ช่วยให้คุณสร้างเว็บไซต์ของตัวเองได้ง่ายยิ่งขึ้น ต้องยอมรับว่าการ Login ด้วย Social นั้นเป็นสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานไปแล้วสำหรับเว็บไซต์ปัจจุบันนี้ เพราะไม่ต้องเสียเวลากรอกแบบฟอร์มการสมัครสมาชิกของเว็บไซต์ ที่บางเว็บก็ต้องกรอกข้อมูลเยอะมาก จะดีกว่ามัย ถ้าเเว็บของเราสามารถ Login

สอนวิธีเซ็ตโปรเจค TypeScript / มาใส่ไทป์ให้ JavaScript เพื่อลดความผิดพลาดในการเขียนโค้ดกันดีกว่า

ภาษา JavaScript นั้นเป็นภาษาที่เริ่มเขียนได้ไม่ยาก ยิ่งถ้าใครเขียนภาษาสาย Structure/OOP เช่น C/C++, C#, Java มาก่อน อาจจะชอบในความเป็น Dynamic Type เราสร้างตัวแปรแล้วเก็บค่าอะไรก็ได้ ทำให้มีความคล่องตัวในการเขียนมากๆ ก่อนที่พอเขียนไปเรื่อยๆ เราจะพบความแปลกของมัน ยิ่งเขียนไปนานๆ เราก็พบว่ามันเป็นภาษาที่ทำให้เกิดบั๊กได้ง่ายมาก และเป็นหนึ่งในภาษาที่น่าปวดหัวที่สุดที่คนโหวตๆ กันเลย ด้วยเหตุผลแรกคือการที่ตัวแปรไม่มี Type นั่นเอง (อีกเหตุผลหนึ่งคือส่วนใหญ่ของคนที่เปลี่ยนมาเขียน JavaScript เคยชินกับภาษาแนว OOP มาก่อน พอมาเขียนภาษาแนว

รู้จักกับ TypeScript – ประวัติของภาษาที่เติมไทป์ให้กับ JavaScript

ในบทความนี้จะเล่าถึงที่มาที่ไปของ TypeScript อย่างเดียวนะ ส่วนเรื่องสอนว่าใช้งานยังไงได้บ้าง จะเขียนอีกทีในบล็อกต่อๆ ไป สำหรับภาษาโปรแกรมทุกวันนี้ ถ้าแบ่งคร่าวๆ ด้วยชนิดของตัวแปร เราจะแบ่งได้ 2 อย่าง คือ Static Type: ต้องกำหนดชนิดตัวแปร เช่น int, string ตั้งแต่สร้างตัวแปร และ Dynamic Type ตัวแปรประเภทนี้ไม่ต้องบอกว่าเก็บค่าชนิดไหน เปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ สำหรับภาษาแบบ Dynamic Type ที่ไม่ต้องกำหนดชนิดตัวแปรให้แน่นอน จะเซ็ตค่าเป็นอะไรก็ได้นั้นอาจจะทำให้เขียนง่าย

Async in Dart (5) รู้จักกับ FutureBuilder/StreamBuilder, ตัวช่วยสร้าง Async-Widget ใน Futter

เนื้อหาในบทนี้ เป็นคลาสเฉพาะที่มากับ Flutter Framework เท่านั้น .. ถ้าเขียน Dart ธรรมดาจะไม่มีให้ใช้นะ!! เอาจริงๆ 99% ของคนที่ศึกษาภาษา Dart ก็เพื่อเอาไปเขียนแอพ (หรือเว็บ/เด็กส์ท็อป) แบบ cross-platform ด้วยเฟรมเวิร์ก Flutter นั่นแหละ ตามความคิดของเรา จริงๆ Flutter น่าจะเลือกภาษา Kotlin มาใช้แทนมากกว่า แต่ก็มีเหตุผลหลายๆ อย่างนั่นแหละที่ทำให้ทำไม่ได้ สำหรับการเขียน Flutter

Dependency Injection กับ Service Locator ต่างกันยังไงนะ?

ในโลกของ OOP เรามักจะสร้างคลาสต่างๆ ที่มีการเรียกใช้กันต่อเป็นทอดๆ มากมาย เช่นโค้ดข้างล่างนี่ class Car { private Engine engine; public Car() { this.engine = new Engine(); } } Car car = new Car(); เราสร้างคลาส Car และ Engine